ฉันทลักษณ์
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
“วิชชุมมาลาฉันท์”
เป็นชื่อที่เรียกตามแบบไทย แต่ในคัมภีร์วุตโตทัย ท่านเรียกว่า “วิชชุมมาลาคาถา” ท่านเป็นอนุฏฐุภาฉันท์ ฯ “วิชชุมมาลา” แปลว่า “คาถาที่เป็นครุล้วนเหมือนสายฟ้าแลบ” เป็นฉันท์ที่มี
๔ บาท ๆ ละ ๘ คำ รวมเป็น ๓๒ คำ มีสูตรว่า “โม โม
โค โค วิชฺชุมฺมาลา” แปลว่า “คาถาที่มี ม คณะ ม คณะ ครุลอย ๒ คำ ชื่อว่า“วิชฺชุมฺมาลา”
ในการบัญญัติฉันท์ไทยนั้น ท่านนำเอาสูตรดังกล่าวมาเป็นสูตร
โดยกำหนดนำมาทั้ง ๔ บาท แล้วปรับปรุงให้เป็น ๔ บาท ๆ ละ ๒ วรรค เพราะบาทหนึ่งมี ๘
คำ จึงเรียกว่า “ฉันท์ ๘” แล้วเพิ่มสัมผัสเข้า
คือ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๒, คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓, คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๖, คำสุดท้ายของวรรคที่ ๕ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๖, คำสุดท้ายของวรรคที่ ๖ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๗
และคำสุดท้ายของวรรคที่ ๘ ส่งสัมผัสไปยังคำที่พร้อมจะรับในบทที่จะแต่งต่อไป
บทประพันธ์
ข่าวเศิกเอิกอึง
ทราบถึงบัดดล
ในหมู่ผู้คน
ชาวเวสาลี
แทบทุกถิ่นหมด
ชนบทบูรี
อกสั่นขวัญหนี
หวาดกลัวทั่วไป
ถอดความได้ว่า
ข่าวศึกแพร่ไปจนรู้ถึงชาวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่างตกใจและหวาดกลัวกันไปทั่ว
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ตื่นตาหน้าเผือด
หมดเลือดสั่นกาย
หลบลี้หนีตาย
วุ่นหวั่นพรั่นใจ
ซุกครอกซอกครัว
ซ่อนตัวแตกภัย
เข้าดงพงไพร
ทิ้งย่านบ้านตน
ถอดความได้ว่า
หน้าตาตื่น หน้าซีดไม่มีสีเลือด
ตัวสั่น พากันหนีตายวุ่นวาย พากันอพยพครอบครัวหนีภัย
ทิ้งบ้านเรือนไปซุ่มซ่อนตัวเสียในป่า
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
เหลือจักห้ามปราม
ชาวคามล่าลาด
พันหัวหน้าราษฎร์
ขุนด่านตำบล
หารือแก่กัน
คิดผันผ่อนปรน
จักไม่ให้พล
มาคธข้ามมา
ถอดความได้ว่า
ไม่สามารถห้ามปรามชาวบ้านได้ หัวหน้าราษฎรและนายด่านตำบลต่าง ๆ
ปรึกษากันคิดจะยับยั้งไม่ให้กองทัพมคธข้ามมาได้
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
จึ่งให้ตีกลอง
ป่าวร้องทันที
แจ้งข่าวไพรี
รุกเบียนบีฑา
เพื่อหมู่ภูมี
วัชชีอาณา
ชุมนุมบัญชา
ป้องกันฉันใด
ถอดความได้ว่า
จึงตีกลองป่าวร้องแจ้งข่าวข้าศึกเข้ารุกราน เพื่อให้เหล่ากษัตริย์แห่งวัชชีเสด็จมาประชุมหาหนทางป้องกันประการใด
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ราชาลิจฉวี
ไป่มีสักองค์
อันนึกจำนง
เพื่อจักเสด็จไป
ต่างองค์ดำรัส
เรียกนัดทำไม
ใครเป็นใหญ่ใคร
กล้าหาญเห็นดี
ถอดความได้ว่า
ไม่มีกษัตริย์ลิจฉวีแม้แต่พระองค์เดียวคิดจะเสด็จไป แต่ละพระองค์ทรงดำรัสว่าจะเรียกประชุมด้วยเหตุใด
ผู้ใดเป็นใหญ่ ผู้ใดกล้าหาญ
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
เชิญเทอญท่านต้อง
ขัดข้องข้อไหน
ปรึกษาปราศรัย
ตามเรื่องตามที
ส่วนเราเล่าใช่
เป็นใหญ่ยังมี
ใจอย่างผู้ภี
รุกปราศอาจหาญ
ถอดความได้ว่า
เห็นดีประการใดก็เชิญเถิด
จะปรึกษาหารืออย่างไรก็ตามแต่ใจ
ตัวของเรานั้นไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ จิตใจก็ขี้ขลาด
ไม่องอาจกล้าหาญ
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ต่างทรงสำแดง
ความแขงอำนาจ
สามัคคีขาด
แก่งแย่งโดยมาน
ภูมิศลิจฉวี
วัชชีรัฐบาล
บ่ชุมนุมสมาน
แม้แต่สักองค์
ถอดความได้ว่า
แต่ละพระองค์ต่างแสดงอาการเพิกเฉย ปราศจากความสามัคคีปรองดองในจิตใจ
กษัตริย์ลิจฉวีแห่งวัชชีไม่เสด็จมาประชุมกันแม้แต่พระองค์เดียว
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ฉันทลักษณ์
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
“อินทรวิเชียรฉันท์” เป็นชื่อที่เรียกตามแบบไทย
แต่ในคัมภีร์วุตโตทัย ท่านเรียกว่า “อินทรวิเชียรคาถา” เป็นติฏฐุภาฉันท์ ฯ “ติฏฐุภา” แปลว่า “ฉันท์ที่เบียดเบียนความไม่ไพเราะในฐานะ
๓ คือ ต้นบาท, กลางบาท และปลายบาท” ฯ “อินทรวิเชียร” แปลว่า “คาถาที่เหมือนคทาเพชรของพระอินทร์ เพราะมีเสียงหนักในหนต้นตลอดหนปลาย” เป็นคาถา ๔ บาท ๆ ละ ๑๑ คำ มีสูตรว่า “อินฺทาทิกา
ตา วชิรา ชคา โค” แปลความว่า “คาถาที่มี ต คณะ ต คณะ ช คณะ และครุลอย ๒ ชื่อว่า “อินทรวิเชียร”
ในการบัญญัติฉันท์ไทยนั้น
ท่านนำสูตรดังกล่าวมาเป็นสูตร โดยนำมาเพียง ๒ บาท แล้วปรับปรุงให้เป็น ๔ วรรค
เพราะมีบาทละ ๑๑ คำ จึงเรียกว่า “ฉันท์ ๑๑” แล้วเพิ่มสัมผัสเข้า คือ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓
ของวรรคที่ ๒, คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒
ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓, และคำสุดท้ายของวรรคที่
๔ ส่งสัมผัสไปยังคำที่พร้อมจะรับในบทที่จะแต่งต่อไป
บทประพันธ์
ปิ่นเขตมคธขัต
ติยรัชธำรง
ยั้งทัพประทับตรง
นคเรศวิสาลี
ภูธรธสังเกต
พิเคราะห์เหตุณธานี
แห่งราชวัชชี
ขณะเศิกประชิดแดน
ถอดความได้ว่า
จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธหยุดทัพตรงหน้าเมืองเวสาลี พระองค์ทรงสังเกตวิเคราะห์เหตุการณ์ทางเมืองวัชชีในขณะที่ข้าศึกมาประชิดเมือง
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
เฉยดูบรู้สึก
และมินึกจะเกรงแกลน
ฤๅคิดจะตอบแทน
รณทัพระงับภัย
นิ่งเงียบสงบงำ
บมิทำประการใด
ปรากฏประหนึ่งใน
บุรว่างและร้างคน
ถอดความได้ว่า
ดูนิ่งเฉยไม่รู้สึกเกรงกลัว หรือคิดจะทำสิ่งใดโต้ตอบระงับเหตุร้าย
กลับอยู่อย่างสงบเงียบไม่ทำการสิ่งใด มองดูราวกับเป็นเมืองร้างปราศจากผู้คน
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
แน่โดยมิพักสง
สยคงกระทบกล
ท่านวัสสการจน
ลุกระนี้ถนัดตา
ภินท์พัทธสามัค
คิยพรรคพระราชา
ชาวลิจฉวีวา
รจะพ้องอนัตถ์ภัย
ถอดความได้ว่า
แน่นอนไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะถูกกลอุบายของวัสสการพราหมณ์จนเป็นเช่นนี้ ความสามัคคีผูกพันแห่งกษัตริย์ลิจฉวีถูกทำลายลงและจะประสบกับภัยพิบัติ
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ลูกข่างประดาทา
รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน
ดุจกันฉะนั้นหนอ
ครูวัสสการแส่
กลแหย่ยุดีพอ
ปั่นป่วนบเหลือหลอ
จะมิร้าวมิรานกัน
ถอดความได้ว่า
ลูกข่างที่เด็กขว้างเล่นได้สนุกฉันใด วัสสการพราหมณ์ก็สามารถยุแหย่ให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคีได้ตามใจชอบและคิดที่จะสนุกฉันนั้น
โวหารภาพพจน์ : อุปมาโวหาร , บรรยายโวหาร
******************************
ครั้นทรงพระปรารภ
ธุระจบธจึ่งบัญ
ชานายนิกายสรร
พทแกล้วทหารหาญ
เร่งทำอุฬุมป์เว
ฬุคะเนกะเกณฑ์การ
เพื่อข้ามนทีธาร
จรเข้านครบร
ถอดความได้ว่า
ครั้นทรงคิดได้ดังนั้นจึงมีพระราชบัญชาแก่เหล่าทหารหาญให้รีบสร้างแพไม้ไผ่เพื่อข้ามแม่น้ำจะเข้าเมืองของฝ่ายศัตรู พวกทหารรับราชโองการแล้วก็ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ
โวหารภาพพจน์ : บรรยายโวหาร
******************************
เขารับพระบัณฑูร
อดิศูรบดีศร
ภาโรปกรณ์ตอน
ทิวรุ่งสฤษฎ์พลัน
จอมนาถพระยาตรา
พยุหาธิทัพขันธ์
โดยแพและพ่วงปัน
พลข้ามณคงคา
ถอดความได้ว่า
ในตอนเช้างานนั้นก็เสร็จทันที จอมกษัตริย์เคลื่อนกองทัพอันมีกำลังพลมากมายลงในแพที่ติดกัน
นำกำลังข้ามแม่น้ำ
โวหารภาพพจน์ : บรรยายโวหาร
, พรรณนาโวหาร
******************************
จนหมดพหลเนื่อง
พิศเนืองขนัดคลา
ขึ้นฝั่งลุเวสา
ลิบุเรศสะดวกดาย
ถอดความได้ว่า
จนกองทัพหมดสิ้น มองดูแน่นขนัด ขึ้นฝั่งเมืองเวสาลีอย่างสะดวกสบาย
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ฉันทลักษณ์
จิตรปทาฉันท์ ๘
“จิตรปทาฉันท์” เป็นชื่อที่เรียกตามแบบไทย
แต่ในคัมภีร์วุตโตทัย ท่านเรียกว่า “จิตรปทาคาถา” ท่านจัดเป็นอนุฏฐุภาฉันท์ “อนุฏฐุภา” แปลว่า “ฉันท์ที่ห้ามความทรามกล่าวคือให้ความเพลิดเพลินดี” ฯ “จิตรปทา” แปลว่า“คาถาที่มีครุต่างจากกุมารลลิตา” เป็นฉันท์ที่มี
๔ บาท รวม ๓๒ คำ มีสูตรว่า “จิตฺรปทา ยทิ ภา คา” แปลว่า “คาถาที่มี ภ คณะ ภ คณะ และ ครุลอย ๒ คำ
ชื่อว่า “จิตรปทา”
ในการบัญญัติฉันท์ไทยนั้น ท่านนำเอาสูตรดังกล่าวมาเป็นสูตร
โดยกำหนดนำมาทั้ง ๔ บาท แล้วปรับปรุงให้บทหนึ่งมี ๔ บาท ๆ ละ ๒ วรรค เพราะบาทหนึ่งมี
๘ คำ จึงเรียกว่า “ฉันท์ ๘” แล้วเพิ่มสัมผัสเข้า คือ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓ ของวรรคที่ ๒, คำสุดท้ายของวรรคที่
๒ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓, คำสุดท้ายของวรรคที่
๔ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๖, คำสุดท้ายของวรรคที่
๕ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๓ ของวรรคที่ ๖, คำสุดท้ายของวรรคที่
๖ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๗, และคำสุดท้ายของวรรคที่
๘ ส่งสัมผัสไปยังคำที่พร้อมจะรับในบทที่จะแต่งต่อไป
บทประพันธ์
นาครธา นิวิสาลี
เห็นริปุมี พลมากมาย
ข้ามติรชล ก็ลุพ้นหมาย
มุ่งจะทลาย พระนครตน
ถอดความได้ว่า
ฝ่ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึกจำนวนมากข้ามแม่น้ำมาเพื่อจะทำลายล้างบ้านเมืองของตน
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ต่างก็ตระหนก มนอกเต้น
ตื่นบมิเว้น ตะละผู้คน
ทั่วบุรคา มจลาจล
เสียงอลวน อลเวงไป
ถอดความได้ว่า
ต่างก็ตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า ในเมืองเกิดจลาจลวุ่นวายไปทั่วเมือง
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
สรรพสกล
มุขมนตรี
ตรอมมนภี รุกเภทภัย
บางคณะอา ทรปราศรัย
ยังมิกระไร
ขณะนี้หนอ
ถอดความได้ว่า
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต่างหวาดกลัวภัย บางพวกก็พูดว่าขณะนี้ยังไม่เป็นไรหรอก
โวหารภาพพจน์ : บรรยายโวหาร
******************************
ควรบริบาล พระทวารมั่น
ต้านปะทะกัน
อริก่อนพอ
ขัตติยรา ชสภารอ
ดำริจะขอ วรโองการ
ถอดความได้ว่า
ควรจะป้องกันประตูเมืองเอาไว้ให้มั่นคง
ต้านทานข้าศึกเอาไว้ก่อน รอให้ที่ประชุมเหล่ากษัตริย์มีความเห็นว่าจะทรงทำประการใด
โวหารภาพพจน์ : บรรยายโวหาร
******************************
ทรงตริไฉน ก็จะได้ทำ
โดยนยดำ รัสภูบาล
เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน
อาณัติปาน
ดุจกลองพัง
ถอดความได้ว่า
ก็จะได้ดำเนินการตามพระบัญชาของพระองค์เ
หล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตีกลองสัญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง
โวหารภาพพจน์ : อุปมาโวหาร
******************************
ศัพทอุโฆษ ประลุโสตท้าว
ลิจฉวีด้าว ขณะทรงฟัง
ต่างธก็เฉย และละเลยดัง
ไท้มิอินัง ธุระกับใคร
ถอดความได้ว่า
เสียงดังกึกก้องไปถึงพระกรรณกษัตริย์ลิจฉวีต่างองค์ทรงเพิกเฉยราวกับไม่เอาใจใส่ในเรื่องราวของผู้ใด
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************
ต่างก็บคลา ณสภาคา
แม้พระทวาร บุรทั่วไป
รอบทิศด้าน และทวารใด
เห็นนรไหน
สิจะปิดมี
ถอดความได้ว่า
ต่างองค์ไม่เสด็จไปที่ประชุม แม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีผู้ใดปิด
โวหารภาพพจน์ : พรรณนาโวหาร
******************************